Search:

ความสำคัญขององค์กรไม่แสวงหากำไรต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

August 15th, 2014

ปัจจุบัน ธุรกรรมทางเศรษฐกิจขององค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งหมดได้ถูกนับรวมไว้แล้วในระบบบัญชีประชาชาติ เช่น การผลิตหรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจาก เช่น การผลิตหรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจากการผลิตขององค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งหมดรวมไว้แล้วใน GDP การใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมการดำเนินงานซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายขั้นสุดท้ายขององค์กรไม่แสวงหากำไร นับรวมไว้ในการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน ส่วนค่าตอบแทนแรงงานก็ได้นับเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบแทนแรงงานรวมที่เป็นผลตอบแทนของปัจจัยการผลิตที่เป็นแรงงานของประเทศ เป็นต้น

นอกจากนั้น ข้อมูลทุกด้านที่ได้มีการนำเสนอผ่านทางบัญชีต่างๆ ของระบบบัญชีประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การออม ทรัพย์สิน หนี้สิน หรือการไหลเวียนของเงินทุน และอื่น ๆ ถือว่าได้รวมข้อมูลในส่วนขององค์กรไม่แสวงหากำไรไว้แล้ว เพียงแต่ไม่ได้แยกไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน

จากผลการศึกษาและจัดทำบัญชีองค์กรไม่แสวงหากำไรให้บริการครัวเรือนในปี พ.ศ. 2544 และ พ.ศ. 2549 โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และศึกษาเพิ่มเติมบางส่วน พบว่ามี จำนวนองค์กรไม่แสวงหากำไรทั้งสิ้น 55,805 แห่งในปี พ.ศ. 2544 และเพิ่มเป็น 65,457 แห่งในปี พ.ศ. 2549 โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.2 เป็นองค์กรด้านศาสนา ซึ่งได้รวมวัดไว้ด้วยในกรณีประเทศไทย รองลงมาหรือร้อยละ 25.6 เป็นองค์กรด้านบริการสงเคราะห์ที่ทำหน้าที่หลักในการช่วยเหลือประชาชนและสังคมในด้านต่าง ๆ จึงทำให้เมื่อพิจารณาด้านการจ้างงาน พบว่า บริการสังคมสงเคราะห์มีสัดส่วนของจำนวนพนักงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับองค์กรประเภทอื่น ๆ

จากการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไร ให้บริการครัวเรือนที่วัดค่าในรูปตัวเงิน เช่น มูลค่าการผลิตและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ พบว่า ในปี 2544 การผลิตขององค์กรเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 47,161 ล้านบาท และลดลงเล็กน้อยเหลือ 43,758 ล้านบาทในปี 2459 ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเท่ากับ 31,726 ล้านบาท และ 26,526 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.6 และ 0.4 ต่อ GDP ในปี 2544 และ 2549 ตามลำดับ โดยองค์ประกอบหลักของมูลค่าเพิ่มคือ ค่าตอบแทนแนงงานที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.4 ของมูลค่าเพิ่มรวมในปี 2549 ส่วนที่เหลือคือ ค่าเสื่อมราคา ค่าเช่าที่ดินและภาษีอื่น ๆ

นับได้ว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรประเภทที่จัดอยู่ในสถาบันไม่แสวงหากำไรให้บริการครัวเรือนที่แม้ว่าจะผลิตสินค้าและบริการที่ไม่ใช่ระบบตลาด เป็นการให้เปล่า หรือ ฟรี หรือ จำหน่ายในราคาทุน โดยมีรายรับส่วนใหญ่จากการบริจาค และเงินอุดหนุนนั้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจได้ตามสมควร นอกจานั้น ค่าตอบแทนแรงงานซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของมูลค่าเพิ่มขององค์กรไม่แสวงหากำไรดังกล่าวไว้ข้างต้น มีสัดส่วนต่อค่าตอบแทนแรงงานรวมของประเทศสูงถึงร้อยละ 1.3 ในปี 2544 แต่ได้ลดลงในปี 2549 เหลือร้อยละ 0.6อย่างไรก็ตามยังสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ และยังมีสัดส่วนสูงกว่าการผลิตบางสาขาเช่น สาขาประมงและสาขาเหมืองแร่ เป็นต้น